แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - porpek

หน้า: [1]
1
ขอเล่าประสบการณ์หลวงพ่อเกษม





ผมเคยไปกราบหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่สุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ๒ ครั้ง โชคดีได้กราบหลวงพ่อท่านทั้งสองครั้ง ครั้งแรกไปกับชุมทางพระเครื่องสะพานควาย เค้าจัดรถตู้ไปผมก็ไปร่วมกับคณะเค้า ประมาณปีพ.ศ. ๒๕๓๐ ยังเด็กเรียนมัธยมต้นอยู่เลย ไปในงานอธิษฐานจิตพระ ทางชุมทางพระเครื่องสะพานควายเค้ารู้จักกับเจ้าประเวทย์ ณ ลำปาง เลยได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเกษม ห่างจากหลวงพ่อเกษมประมาณ ๒ เมตรเข้าไปกว่านั้นไม่ได้เพราะวัตถุมงคลเต็มไปหมด หลวงพ่อเกษมท่านผุดผ่องมาก ยิ้มน้อยๆ ดวงตาแจ่มใสมีประกายแห่งความเมตตากรุณา ท่านจับม้วนสายสิญจน์ก้มหน้าพร้อมอธิษฐานจิตวัตถุมงคลต่างๆ โหเยอะมากๆ เอาว่าท่วมองค์ท่านน่ะครับ

หลวงพ่อเกษม ท่านอธิษฐานจิตครู่หนึ่งประมาณ ครึ่งชั่วโมงมั้งครับ จำไม่ค่อยได้แล้ว ทางเจ้าประเวทย์ ท่านให้สายสิญจน์ กับทางชุมทางพระเครื่องสะพานควาย มาถุงใหญ่ๆ เค้านำมาแจกคณะรถตู้ที่ไปด้วย ผมยังได้มาหนึ่งม้วนใหญ่ๆ พร้อมริบบิ้นส์ แต่ได้แจกเพื่อนๆ ญาติจนหมดในเวลาต่อมา เนื่องจากยังเด็กไม่ค่อยมีตังค์เลยได้แต่ทำบุญไม่ได้บูชาวัตถุมงคลใดๆมาเลย

หลังจากกลับมาจากสุสานไตรลักษณ์ได้หนึ่งอาทิตย์ ฝันเห็นหลวงพ่อเกษม เขมโก ในฝันท่านกำลังนั่งธรรมาสน์เทศน์ให้ผู้คนฟัง แต่คนที่ฟังนุ่งขาว ห่มขาว ผิวพรรณผุดผ่อง หน้าสดใสสวยงามยังกับไม่ใช่คนบนโลกเรา ในฝันผมอยู่ท้ายสุด หลวงพ่อเกษม ท่านเทศน์จบพอดี ท่านกวักมือเรียกผม ในฝันนั้นผมก็คลานเข่าไปหาท่าน หลวงพ่อเกษมท่าน บอกว่า มาเจอกันก็ดีแล้วหลวงพ่อจะพยากรณ์อนาคตให้ ๕ ข้อ ๑.เธอจะได้เรียนจบสูงกว่าพ่อ ๒.เธอจะได้เป็นข้าราชการระดับสูงกว่าพ่อ ๓.เธอจะได้เครื่องราชสูงกว่าพ่อ ๔.ในอนาคตจะมีบ้านมีรถ ๕.(เนื่องจากยังไม่เกิดขอเว้นไว้ก่อนครับ)

โหคำพยากรณ์ทำนายอนาคตในฝัน ของหลวงพ่อเกษม ทายซะยาวนานเลย ตอนนั้นผมพึ่งเรียนมัธยมต้นเองนะครับ ตื่นมายังจำความฝันได้แม่นเล่าให้คุณพ่อ คุณแม่ฟัง คุณพ่อ คุณแม่ยังหัวเราะเลย ไม่หัวเราะได้ไง ผมน่ะ เด็กหลังห้องของแท้ โดดเรียนเป็นว่าเล่น ถึงไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันก็เถอะ แต่เรื่องเรียนโค ตะ ระ เกเลย ขนาดว่า จบมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยเกรด ๑.๙๙ ติด ศูนย์สองตัว ภาษาอังกฤษเสริม ไปถามอาจารย์แนะแนวท่านใจดี๊ใจดี ยังบอกว่า ถึงไม่แก้ศูนย์แต่หน่วยกิจครบก็จบได้(อาจาย์ท่านประชด) ผมก็มึน ผมก็ไม่แก้ แหะๆ

สอบเอนทรานซ์ รุ่นผมเอนทรานซ์ อ่านหนังสือเจ็ดวัน ฟลุ๊ค!!! เว้ยเฮ้ย สอบติดคณะวิทย์ประสานมิตร เรียนได้เทอมเดียว รายงานเยอะฉิ๊บ ออกซิ ไม่ใช่เรียนไม่ได้นะครับ ตอนเรียนได้ท็อปตั้งหลายวิชา มาสอบวิทย์คอมที่สวนดุสิตก็ติดเรียนได้สองอาทิตย์ รายงานเยอะฉิ๊บเลย ขี้เกียจครับ เลยมาเรียนรามคำแหงถูกใจ ซิไม่มีรายงานการบ้าน ไม่ต้องไปเรียน สอบอย่างเดียว ไปหาพระหาเจ้าสบายตะลอนๆ ไปทั่ว โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการมีการนิมนต์พระมาเทศน์ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี ก็ไปเกือบทุกสัปดาห์ ซอยสายลมมั่ง หลวงพ่อต่างๆ ปีพ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๔๐ พระวิปัสนา คณาจารย์ต่างๆ ยังเยอะ ไม่ว่าหลวงพ่อฤาษีฯ ครูบาชัยวงศาพัฒนา หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบ หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่บุดดา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดเลยหลง ฯลฯ อยู่กรุงเทพมหานคร ท่านพระอาจารย์ต่างๆ ท่านจะมาตรวจร่างกายมั่ง รับนิมนต์มั่ง มาพักผ่อนร่างกายพบแพทย์บ้าง ได้กราบเยอะครับ

ตั้งแต่มัธยมต้น พี่ผมก็เปิดศูนย์พระเครื่องที่พันทิพย์ พี่สอนส่องพระ (เคยแลกกีต้าร์กับกล้อง
Bausch & Lomb สามเหลี่ยมใหญ่ แต่ผลิตที่อินโดนีเซีย คิดดูบ้าพระขนาดไหนครับ) และไปหาความรู้กับแผงต่างๆ ผมก็ส่องพระตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว ไปส่องหลายๆ ที่ ตามความคิดผมเซียนพระท่าพระจันทร์เก่งสุดครับ ยิ่งใต้ถุนแฟลตดินแดงที่ผมอยู่ยังมีสนามพระอีกไปกันใหญ่วันๆ ก็หมกตัวส่องพระ แต่ก็ได้พบสัจธรรมของเซียนพระบางคนย้ำบางคน โลภไม่มีที่สิ้นสุด โกหกสตอเบอรี่ เพื่อให้ได้พระมาราคาถูกๆ ตำหนิเค้าไปหมด ตรงนั้นมีตำหนิ ตรงนี้ไม่สวย เพื่อให้ราคาที่เค้ามาปล่อยถูกสุดๆ แม้กระทั่งแกล้งบอกว่าเป็นพระปลอมแต่ขอบูชาราคาถูกๆ โดยจับกลุ่มกัน ประมาณว่าไปแห่ ในแผงนั้นๆ ก็จะบอกปลอมหมด แบบนี้ไม่มีหรอก

เห็นจะๆก็เหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นสาม รุ่นสี่นี่แหละทองคำ บอกไม่มีหรอก แต่ขอซื้อเค้าแค่ราคาทองตามราคาตลาด เค้าก็ขายสงสารคนที่มาขายแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แล้วเซียนนั้นก็เอาไปขายได้เป็นแสน บอกด้วยสีหน้าดีใจว่าตกควายเว้ย... แต่ที่รับไม่ได้สุดๆ คือ ตกเย็นหรือค่ำหน่อยๆ ก็พากันดื่มเหล้า เบียร์ ตู้กระจกข้างบนวางแก้วเหล้า เบียร์ ข้างล่าง เป็นพระที่วางไว้ เห็นแล้วปลงสังเวช และทุเรศในใจสัญญากับตัวเองว่า เก็บอย่างเดียวไม่ปล่อยใคร ส่วนลูกหลานจะไปปล่อยก็เรื่องของเค้าเราตายแล้ว ก็เอาไปไม่ได้ พี่บอกว่า เก็บอย่างเดียวทุนจมอยากได้อะไรที่แพงๆ จะบูชาไม่ได้นะ(ที่จริงพี่เค้าบอกซื้อไม่ได้แต่ฟังแล้วแขยงหูยังไงไม่รู้) ผมก็บอกว่าช่างเถอะ พอใจเก็บ เก็บได้แค่ไหนก็แค่นั้น

ต่อมาบุญเริ่มมีมั้ง เห็นคนพิการนั่งรถเข็นขายล็อตเตอรี่ รู้จักกันอยู่แฟลตใกล้ๆกัน ความจริงก็เห็นบ่อยแต่ไม่เคยเอะใจคิด วันนั้นคงบุญเริ่มเข้านั่นแหละ เลยสังเกตเห็นเค้าเป็นอัมพาตครึ่งท่อน นั่งรถเข็น พูดไม่ค่อยชัด น้ำลายจะไหลหน่อยๆ ตระเวนขายล็อตเตอรี่ ผมเห็นแล้วฉุกคิดได้ว่า เค้ามือเท้าทำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ฐานะทางบ้านเค้าก็พอมี ผมเลยเข้าไปถามเค้าว่าทำไมต้องมาขายล็อตเตอรี่ด้วย พ่อแม่ก็รวยไม่เดือดร้อนนิหน่า เค้าตอบว่า เกิดเป็นคนต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ตายไปแล้วเค้าทำอะไรไม่เป็นใครจะดูแลเค้า เราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ครับ

ผมฟังแล้วน้ำตาคลอเบ้า โห!!! เรามัวทำอะไรอยู่ฟะ มือเท้าดี เดินกลับบ้านบอกแม่ครับผมขอโอกาสอีกหนผมจะตั้งใจเรียนครับ ก็ลงรามคำแหงใหม่ เรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะตั้งใจสอบราชการ ก็จบภายในสองปีครึ่ง จบแล้วพอดีปลัดอำเภอเปิดสอบ สอบครั้งแรกก็สอบติด แต่ด้วยเหตุผลบางประการเลยลงปลัดอบต.(เรื่องฝันเหมือนกัน ไว้เล่าวันหลัง) และพอดีทางอบต.มีทุนเรียนป.โท ก็สอบติดรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยขอนแก่น การปกครองท้องถิ่น ส่วนซีคุณพ่อเป็นครูตอนท่านเกษียณท่านจบปริญญาตรี ได้ซี ๗ ตอนนี้ผมซี ๘ (ปีพ.ศ. ๒๕๕๙ท้องถิ่นเปลี่ยนเป็นเข้าแท่งเป็นบริหารกลาง) เครื่องราชคุณพ่อท่านได้ชั้น ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) ส่วนผมตอนนี้ก็กำลังจะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก(ท.ช.) ซึ่งเหนือคุณพ่อสองชั้น มีบ้านมีรถ(กู้เงินมาสร้าง มาซื้อหุหุ)

ซึ่งคำทำนายพยากรณ์ของหลวงพ่อเกษมท่านตรงทุกข้อเหลือข้อสุดท้าย ท่านทำนายในอนาคตของชาติหน้าเลย...ครับ (เพราะผมชอบอธิษฐานว่าถ้ายังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานโดยเร็ว ถ้าเกิดชาติหน้าขอเป็นพระจักรพรรดิ ท่านทำนายว่าเธอได้เป็นแน่พระจักรพรรดิ แต่ตอนนี้เริ่มเบื่อๆแล้วถ้าเป็นไปได้ขอถึงซึ่งพระนิพพานโดยเร็วดีกว่าครับหลวงพ่อเก
ษม สาธุ สาธุ สาธุ)

2
รูปพ่อเที่ยง น่วมมานา ทันพ่อเที่ยง ด้านหลังจารหมึก
(ถ้าเป็นของพ่อเที่ยง ท่านจะจารชื่อท่าน "เที่ยง" เป็นภาษาขอมลาวกำกับไว้ด้วย)

พ่อเที่ยง น่วมมานา

มีคนกล่าวถึงพ่อเที่ยง อยู่มากมาย แต่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงประวัติท่านนัก
ทั้งที่ประวัติท่านเป็นที่น่าสนใจนัก ท่านเรียนไสยศาสตร์ตั้งแต่เป็นเณร
หัดลบผงตั้งแต่เด็กๆ เดินทางไปเรียนไสยศาสตร์ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ
ท่านเคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า บางครั้งกว่าจะได้วิชาหนึ่ง
ต้องไปช่วยครูบาอาจารย์ทำไร่ไถนา กว่าจะได้วิชามา
พอดีไปเจอลูกศิษย์ท่าน ลงประวัติเกี่ยวกับครูบาอาจารย์ท่าน จึงขอนำมาลงไว้ในที่นี้

ท่านอาจารย์เที่ยงท่านนี้พูดได้แต่ไทยกลางกับอีสาน
มอญบ้างเท่านั้น ภาษาใต้พ่อเที่ยง ท่านพูดไม่เป็น
เป็นลูกศิษย์ปู่ทอง อาจารย์แดงวัดบัวแก้วอายุ๑๐๔ ปี อาจารย์ชิต (ฆราวาส)
ภายหลังพ่อเที่ยงรับมาอุปการะที่บ้านจนมรณะกรรมไป
เรียนวิชากับท่านอาจารย์แสง บางลำภูตรอกไก่แจ้
เรียนวิชากับหลวงปู่จันทร์วัดนางหนูอาจารย์นิลวัดตึก
อาจจารย์แหล่ม อาจารย์ลิปทุมธานี เรียนหมูทองแดงจากอาจารย์ม่องครูพม่า
เรียนกัมฐานจากท่านอาจารย์ชุ่ม วัดอัมรินทร์
เรียนวิชากับพ่อสุ่น พญาไม้ ปู่เทียนวัดโบสถ์

เคยไปพบพ่อเหลือวัดสาวชะโงกเรียนอะไรหรือไม่ไม่ทราบ
แต่พ่อเหลือเคยมอบปลัดตัวครูมาให้ตัวหนึ่งเลื้อยส่ายไปมาขณะพ่อเที่ยงสักให้ลูกศิษย์
เรียนวิชาสักหนุมานสามหน้าแปดกรแผลงฤทธิ์จากครูจรูญฯลฯ

เป็นคนวัดราชบพิตรมาโตแถวบ้านขมิ้นได้ภรรยาเป็นชาวอาจสามารถ
เลยเว้าอีสานบ่อยบางคนเข้าใจว่าแกเป็นคนร้อยเอ็ดด้วยซ้ำไป
เรียนอะไรมาเยอะแต่ที่สำคัญมากกว่านั้น
พ่อเที่ยงยามมีชีวิตอยู่เป็นคนจริง คนดีมีศีลธรรม
ขนาดป่วยอยู่ยังคิดแต่ทำบุญสุนทาน

ไม่เคยพูดจาหลอกลวงคนเคารพคุณพ่อแม่อาจารย์มากที่สุด
เคยพลัดตกจากหิ้งบูชาที่บ้านเป็นชั้น ๆลงมากระแทกเข็มสักเข้าที่แขนซ้าย
ปลายเหล็กเยินยู่ต้องมานั่งดัดปรับปลายเข็ม แต่หนังพ่อเที่ยงเพียงมีรอยเนื้อยู่ ๆ
ไม่มีแม้รอยเลือดยางบอน แกยังไม่คุยโอ้อวดเพียงบอกว่าหนังคนแก่มันย่นเองเลยไม่เข้า

วิชาสำคัญมียันต์บัวคู่ หมูทองแดง ตะกรุดมหารูดพิชัยสงคราม
ยันต์ผ้าเช็ดหน้าอื่น ๆ เมื่อตอนจะตายได้บอกล่วงหน้าไว้หนึ่งปีว่า
ไหว้ครูปีหน้า(ปี๒๕๓๑)อายุ๗๖ปี ถ้ารอดก็อยู่เกือบร้อยถ้าไม่ก็ตาย

ที่สุดก็ตายในวันถัดจากวันไหว้ครูในปี๒๕๓๑ ไปสามวันคือวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๑
ประสบการณ์วิชาพ่อเที่ยงมีมากมายจนไม่อาจสาธยายหมดในวันนี้ได้แต่เหนือกว่าอื่นใด
ท่านเป็นอาจารย์จริง ๆไม่ยกตนข่มท่าน สั่งสอนให้ประพฤติตนในศีลในสัตย์เคารพคุณพ่อแม่ครูอาจารย์



3
เขี้ยวเสือแกะหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จังหวัดกาญจนบุรี

๑๐ สุดยอดพระเกจิแห่งสยาม
“พลังจิตแก่กล้า-อาคมขลัง”


เรื่องราวที่เล่าขานนี้เป็นความจริงที่ปรากฏและเป็นตำนานแห่งความเข้มขลังของอดีตพระเกจิของแผ่นดินสยาม และปัจจุบันเชื่อว่าคงหาเกจิรูปใดเทียบเคียงบุญญาบารมีและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ยากยิ่ง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ สมเด็จพระสังฆราช (เข) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงมีพระดำริในการทดสอบพลังจิตและความเข้มขลังของพระเกจิทั่วสยามประเทศขึ้นที่วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม นัยว่าเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะ "พระดี-เกจิดัง" ในสายวิปัสสนากัมมัฏฐานและเฟ้นหา “สุดยอดพระเกจิ” (ตามประวัติน่าจะมีเพียงครั้งเดียว) โดยนิมนต์พระเถรจารย์และเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศมาชุมนุมมากกว่า ๑๐๐ รูป

งานนี้เรียกได้ว่า "พิธีชุมนุมพระเกจิชื่อดังทั่วแดนสยาม" ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คงไม่ผิดนัก

ในพิธีมีการทดสอบวิทยาคมและพลังจิตอย่างเข้มขลัง โดยคัดเลือกเกจิอาจารย์ครั้งละ ๑๐ รูป ด้วยวิธีจับสลาก จากนั้นนำท่อนไม้ ๑ ท่อน มาวางบนม้า ๒ ตัว จากนั้นนำกบไสไม้วางบนท่อนไม้ โดย สมเด็จพระสังฆราช (เข) ทรงบอกกติกาว่า เกจิทุกรูปจะต้องใช้พลังจิตบังคับให้กบไสไม้วิ่งไสไม้ไป-กลับโดยกบห้ามหล่นลงมาเด็ดขาด หากใครพลังจิตแก่กล้าจริงก็จะสามารถทำได้ หากใครพลังจิตยังไม่สุดยอดก็ต้องยอมล่าถอยไป ปรากฎว่าหลังการทดสอบผ่านไป ๓ วัน ๓ คืน เกจิส่วนใหญ่ใช้พลังจิตบังคับกบวิ่งไสไม้ ได้ทั้งนั้น แต่บังคับวิ่งไปข้างหน้าได้ทางเดียว บังคับกลับไม่สำเร็จ

มีเพียงเกจิ ๑๐ รูปเท่านั้นที่สามารถบังคับกบไสไม้ ได้ทั้งไป-กลับ ถือว่าเป็น ๑๐ พระเกจิสุดยอดแห่งสยามประเทศอย่างแท้จริงและปัจจุบันคงหาเกจิรุ่นใหม่เทียบได้ยากยิ่ง โดยเกจิทั้ง ๑๐ รูป ได้แก่

๑. หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม
๒. หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท
๓. หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา
๔. หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง จากกรุงเทพมหานครหรือเมืองบางกอก
๕. หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร
๖. หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม
๗. หลวงพ่อทอง วัดคีรีนาถบรรพต (เขากบ) จ.นครสวรรค์
๘. หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน (วัดบางเหี้ย) จ.สมุทรปราการ
๙. หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
๑๐. หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ จ.ชุมพร


4
พระกริ่งสวนเต่า (ไกลปืนเที่ยง) วัดทองธรรมชาติ (วัดทองนพคุณ) พ.ศ. ๒๔๖๓

พระกริ่งไกลปืนเที่ยง วัดทองธรรมชาติ (วัดทองนพคุณ) กทม.สร้างในปี ๒๔๖๓
สร้างแบบลักษณะ " พระกริ่งสวนเต่า "นิมนต์ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
และ เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากมายในยุคนั้นเข้าร่วมพิธีหลายท่านฯลฯ

ซึ่งในระหว่างพิธีปลุกเสกอยู่นั้น ทางกรมทหารเรือ ได้ยิงปืนใหญ่พอดี
แต่ผลปรากฏว่ายิงไม่ออก จึงสืบดูจึงรู้ว่าทางวัดทองธรรมชาติ
มีพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่ง  จึงเป็นที่มาของชื่อ " พระกริ่งไกลปืนเที่ยง"

๒๔๖๓ สมัยรัชกาลที่๖ นาฬิกายังไม่แพร่หลาย การบอกเวลาน่าจะต้องพึ่งพาสัญญาณเสียงที่ดังไกล
๒๔๘๑ (สร้างพระกริ่งสวนเต่ารุ่น ๒) หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ยกเลิกการยิงปืนเที่ยงแล้ว

ปืนเที่ยง...กองทัพเรือได้รับมอบหน้าที่ให้เป็นผู้ยิงปืนเที่ยงที่สนามหญ้าท่าราชวรดิฐ
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ การยิงปืนเที่ยง คือ การยิงปืนให้เกิดเสียงดัง
เพื่อบอกเวลาเที่ยงวันสำหรับคนไทยได้รู้เวลา

และชาวต่างประเทศที่เข้ามาค้าขายจะได้ตั้งเวลาให้ตรงกัน
เป็นการสะดวกในการติดต่อนัดหมาย โดยกองเรือกลชั้น ๔
เป็นผู้ทำหน้าที่ยิงปืนเที่ยงทุกวัน หากเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนนายเรือรับผิดชอบการยิง
ป้อมวิชัยประสิทธิคือสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ใช้ยิงปืนนี้ จนกระทั่งมีไฟฟ้า และวิทยุใช้
จึงเลิกยิงปืนเที่ยง ตามประกาศกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗

พระกริ่งไกลปืนเที่ยง วัดทองธรรมชาติ(วัดทองนพคุณ) ๒๔๖๓

พระกริ่งวัดทองธรรมชาติ (วัดทองนพคุณ) พิมพ์พระกริ่งสวนเต่า
นี้สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่พระครูเหมนพคุณ
หรือหลวงปู่เผือก วัดทองนพคุณ (วัดทองล่าง) อ. คลองสาน ฝั่งธนบุรี
มีอายุครบ ๗ รอบ คือ ๘๔ ปี ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๖๓
ท่านจึงสร้างพระกริ่งพิมพ์สวนเต่าขึ้น ณ วัดทองนพคุณ
สร้างจากเนื้อโลหะทองผสม อุดกริ่ง สร้างพร้อมกับเหรียญหล่อพระพุทธชินราช วัดทองนพคุณ

โดยที่พิธีนี้มีหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าเป็นเจ้าพิธีเททอง
ในระหว่างดำเนินการหล่ออยู่นั้นมีแผ่นยันต์บางแผ่น
ของพระอาจารย์บางรูปไม่ยอมละลาย

หลวงปู่ศุข จึงใช้ไม้พันสายสิญจน์ลงไปจี้จึงยอมละลาย
และในขณะเททองพุทธาภิเษกและระหว่างนั่งทำพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกของบรรดาพระอริยะคณาจารย์นั้น
ตรงกับเวลาเที่ยงวัน ซึ่งสมัยนั้นจะยิงปืนใหญ่บริเวณสนามหลวงเพื่อบอกเวลาเที่ยงวัน
เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีนาฬิกาข้อมือใช้กัน

ปรากฎว่าปืนใหญ่ที่ใช้ยิงบอกเวลาตอนเที่ยงยิงไม่ออก !!! ไม่สามารถยิงออกได้
แม้ว่าจะเปลี่ยนลูกปืน รวมทั้งเปลี่ยนปืนใหม่และยิงอีกหลายครั้งก็ยังยิงไม่ออก
เที่ยงวันนั้นจึงไม่มีเสียงปืนใหญ่ดังให้ได้ยิน จึงไม่มีเสียงดังมารบกวนพิธี

พอสืบสาวราวเรื่องและทราบเรื่องกันทีหลังว่ามีพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดทองธรรมชาติ
ตรงกับตอนเที่ยงของวันนั้นพอดี วัตถุมงคลในครั้งนี้จึงได้รับ
การขนานนามว่า “ไกลปืนเที่ยง”
แต่ปกติจะได้ยินการเรียกขานชื่อของพระกริ่งมากกว่าเหรียญหล่อคือ
“พระกริ่งไกลปืนเที่ยงวัดทองธรรมชาติ”

รายนามพระคณาจารย์ที่ได้นิมนต์มาร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในครั้งนี้

๑. หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ธนบุรี,(ประธานในพิธี)
๒. หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม จ.กรุงเทพฯ,
๓. สมเด็จพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม จ.กรุงเทพฯ,
๔. หลวงพ่อผ่อง วัดคูหาสวรรค์ ธนบุรี,
๕. อาจารย์เปิง วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี,
๖. หลวงปู่เผือก วัดทองนพคุณ ธนบุรี,
๗. หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัยธานี,
๘. หลวงปู่รอด วัดสามไถ จ.อยุธยา,
๙. หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จ.อยุธยา,
๑๐. หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท(เจ้าพิธีเททองหล่อพระกริ่ง)
๑๑. หลวงปู่เป้า วัดใหม่สุประดิษฐาราม จ.นครปฐม,
๑๒. หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม,
๑๓. หลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว จ.สุพรรณบุรี,
๑๔. เจ้าคุณโพธิ์ วัดชัยพฤกษ์มาลา จ.กรุงเทพฯ,
๑๕. หลวงพ่อคร้าม วัดบางระกำ จ.นครปฐม,
๑๖. หลวงพ่อหรุ่น วัดช้างเผือก จ.สมุทรสงคราม,
๑๗. อุปัชฌาย์กรัก วัดอัมพวัน จ.ลพบุรี,
๑๘. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดระฆังโฆษิตาราม จ.กรุงเทพฯ,
๑๙. หลวงพ่อกาพย์ วัดจรรย์ จ.สุพรรณบุรี,
๒๐. หลวงพ่ออุย วัดบ้านกร่าง จ.สุโขทัย,
๒๑. หลวงพ่อแก้ว วัดนางสาว จ.สมุทรสาคร,
๒๒. หลวงพ่อผัน วัดกรับพวง จ.พิษณุโลก,
๒๓. อาจารย์พา วัดระฆังโฆษิตาราม จ.กรุงเทพฯ,
๒๔. หลวงพ่อชุ่ม วัดบางนาใน จ.กรุงเทพฯ,
๒๕. หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จ.สุพรรณบุรี,
๒๖. หลวงพ่อขำ วัดโพธิ์เตี้ย (ปลักไม้ดำ) จ.กำแพงเพชร,
๒๗. หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี,
๒๘. หลวงพ่อปั้น วัดหาดทนง จ.อุทัยธานี,
๒๙. หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก จ.กรุงเทพฯ,
๓๐. หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ,
๓๑. หลวงพ่ออ๋อย วัดไทร (บางขุนเทียน) จ.กรุงเทพฯ,
๓๒. หลวงพ่อหร่ำ วัดกร่าง จ.ปทุมธานี,
๓๓. หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี


5




หลวงปู่เพชร ปทีโป พระโพธิสัตว์ผู้เหยียบแผ่นหินเป็นรอยเท้า
จากหนังสืองานทำบุญ ๑๐๐ วันบรรจุอัฐิ หลวงปู่เพชร ปทีโป




นามเดิมชื่อ เพชร พุทธวงศ์ เกิดที่ สุขาภิบาลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๕

บิดาชื่อด้วง พุทธวงศ์
มารดาชื่อ นางปาน พุทธวงศ์
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๒ คนคือ
๑.นางบุศ พุทธวงศ์ (ถึงแก่กรรม)
๒.หลวงปู่เพชร ปทีโป

ชีวิตวัยเยาว์

ขณะที่ยังเยาว์อยู่เป็นคนขรึมไม่ค่อยพูดเป็นคนจริงจัง สมถะอยู่กับพ่อ-แม่ จนเข้าวัยเรียนหนังสือประถมศึกษา จากโรงเรียนบ้านเกิดจนจบประถม ๒ บริบูรณ์ ในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นชั้นสูงแล้ว พอดีขณะที่มีอายุ ๑๔ ปี ตรงกับปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ บิดา-มารดา พาครอบครัวอพยพไปในงานนมัสการพระธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๑๒ โดยพักอาศัยบ้านญาติฝ่ายมารดาที่อุ้มวัดธาตุขาวเมือง ศรีสัตตนาคนหุด แขวงเวียงจันทน์ ไทย-ลาว เป็นบ้านพี่เมืองน้อง ข้ามแม่น้ำโขงไปมาหาสู่กันสะดวกสบาย ไม่ว่าพระ-โยม ก็ร่วมงานร่วมบุญมหาชาติกันเสมอ ครอบครัวหลวงปู่เพชร ปทีโป ก็เช่นเดียวกับประชาชนอื่นๆ

อนึ่งครอบครัวนี้มีสมาชิกน้อยคนเพียง พ่อ แม่ ลูกชาย และลูกสาว รวม ๔ คนเท่านั้น จึงง่ายต่อการปกครองเลี้ยงดู เพราะเชื้อสายตระกูลวงศ์ของ พ่อ แม่ เป็นคนมีศีล มีสัตย์ อุปัฏฐากพระสงฆ์องค์ศาสนา อยู่ตามกรอบแห่งศีลธรรม ยึดปฏิบัติตามหลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่างดียิ่งโดยสอนลูก ๆ อยู่เสมอว่า “ลูกเอ๋ยคนดีต้องมีศีลธรรม กาย วาจา จิตใจ งานเรียบร้อยคือความมีศีล” จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้า คือ “มีธรรม ศีลธรรมนี้แหละจะนำพาชีวิตของพวกเราให้เจริญดี มีฐานะ มีอายุมั่นคงดำรงชีพโดยราบรื่น”

ด้วยเหตุนี้ครอบครัวนี้จึงได้ใกล้ชิดอุปัฏฐากพระสงฆ์ ครูอาจารย์ผู้สำคัญ ๆ หลายรูปทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ของแม่น้ำโขง เช่น ท่านสมเด็จลุน หลวงปู่ศรีทัต เป็นต้น ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ นักปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน เดินแสวงหาโมกขธรรม ถือธุดงควัตรแถบอีสานตอนบน ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงสันภูเขาควายโดยมีบุญบารมีสูงยิ่ง ผ่านไปแถวถิ่นต่างๆ มีผู้คนเคารพนับถือมอบตนเป็นสานุศิษย์ ตามไปฟังเทศน์ฟังธรรม ทำสมาธิกัมมัฏฐานกับท่านแห่งละหลายพันคน



บวชเป็นสามเณรกับหลวงปู่ศรีทัต

ครอบครัวนี้ก็ได้มอบลูกชายสุดที่รักคือ นายเพชร พุทธวงศ์ นี้ให้เป็นกัณฑ์เทศน์ หลวงปู่ศรีทัตใน ขณะนั้นท่านหลวงปู่ศรีทัตอยู่อาศัยปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเวินกลุ่ม (พระบาทโคกซวก) ตำบลพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย โดยความเคารพนับถือ ศรัทธามากจึงเอาลูกชายติดเป็นกัณฑ์เทศน์แล้วแต่ท่านจะรับไว้ใช้อนุเคราะห์ ขณะนั้นปู่เพชร อายุได้ ๑๔ – ๑๕ ปีเท่านั้นเอง เมื่อพ่อ แม่ ยอมยกให้หลวงปู่ศรีทัตน์แล้ว ท่านก็ถือเป็นศิษย์นำติดไปเดินธุดงค์ในสถานที่ต่างๆ เพื่อรับใช้ปฏิบัติอุปัฏฐากพระตามธรรมเนียมลูกศิษย์ พระวัดป่าก็ต้องอดทน ทรมานตนอนุวัตรตามพระกัมมัฏฐานอยู่ลำบาก กินน้อย นอนน้อย คอยปฏิบัตธรรม กัมมัฏฐาน

ทำความเพียรให้มากๆ เพื่อให้เกิดความมุมานะบากบั่น ขยัน ไม่หลงตน ไม่ประมาทในชีวิตจนคลายจากนิสัยที่หยาบ มีอุปนิสัยโน้มไปยังส่วนที่ละเอียดทุกที ทั้งทางกาย วาจา และส่วนลึกแห่งจิตใจ ก็มั่นคงดี ใจศีลธรรม หลวงปู่ศรีทัต จึงอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรได้ ตอนนั้นอายุย่างเข้าปีที่ ๑๖ การบวชเป็นสามเณรนั้น หลวงปู่ศรีทัต รับเป็นอุปัชฌาย์เอง พร้อมด้วยคณะสงฆ์ที่ติดตามปฏิบัติธรรม ณ วัดพระพุทธบาทเวินกลุ่ม (โคกซวก) ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๑ ตรงกับปีจอ ร.ศ. ๑๑๗ จ.ศ. ๑๒๖๐ รัชกาลที่ ๕ ในขณะนั้นอายุ ๑๖ ปี นอกจากศึกษาเล่าเรียนศีลธรรม ท่องสวดแบบต่อหนังสือกับพระอาจารย์(เรียนตามคำบอก) ไม่มีหนังสือ ตำรามีน้อยไม่สะดวกด้วยตำราเหมือนในปัจจุบันนี้ แล้วต้องได้ฝึกทำสมาธิจิต นั่งกัมมัฏฐานเดินจงกรมวันละหลายชั่วโมง ดำเนินตามปฏิปทาของพระธุดงค์

ว่างจากเรียนและปฏิบัติแล้ว เวลากลางวันก็ชอบไปฝึกเรียนศิลปะการวาดรูป ปั้นพระพุทธรูป แกะสลักพระไม้จันทร์หอม และแกะสลักหินเป็นพระพุทธรูป จากหลวงปู่ศรีทัตเป็นประจำ จนเกิดความชำนาญกลายเป็นอุปนิสัยติดตัวมาจนกระทั่งอายุถึง ๗๐ – ๘๐ ปี ยังทำอยู่ ที่อยู่วัดบางแห่งเช่น วัดพระพุทธบาทโนนฆ้อง ถ้ำคอกม้า แกะสลักพระพุทธได้มาก ถึงกับทำพิธีบรรจุไว้ตามหน้าผา หน้าถ้ำก็มีมาก ส่วนที่เหลือจากมอบให้วัด ลูกศิษย์บางคนนำไปสักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลก็มาก ขณะบวชเป็นสามเณรอยู่ได้พักอยู่จำพรรษาตามวัดดังนี้คือ

๒ พรรษาแรกอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเวินกลุ่ม(โคกซวก) ปีพ.ศ. ๒๔๔๑ – ๒๔๔๒
พรรษาที่ ๓ ไปจำพรรษาที่วัดพระพุทธบาทบัวบด (พระบาทหอนาง) บ้านผือ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ปีพ.ศ. ๒๔๔๓
ส่วนปีพ.ศ. ๒๔๔๔ – ๒๔๔๕ ข้ามฟากไปเยี่ยมโยมที่ประเทศลาว จึงอยู่เข้าพรรษาที่วัดธาตุขาว เมืองศรีสัตตนาคนหุต เวียงจันทน์ ประเทศลาว

หน้า: [1]
ติดต่อผู้ดูแลเว็บ หรือ สนใจลงโฆษณา โทร ๐๘๖๒๒๒๐๐๕๕

อีเบย์ อุดรธานี รับนำเข้าสินค้าจากจีน power bank กระบอกน้ำ ของพรีเมี่ยม แฟลชไดร์ฟ plc mitsubishi ปากกา taobao เฟอร์นิเจอร์ servo motor ราคา