แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Telwarit Toolpun

หน้า: [1]
1
      ข่าวด่วน
นโยบายพรรคการเมืองของข้าพเจ้า ที่จะได้เสียงข้างมาก จัดตั้งรัฐบาล นโยบาย มีดังนี้
1.    ปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงาน เป็น วันละ 400. บาท
2.    ควบคุมราคาสินค้า ไม่ให้ขึ้นราคา หลังจากขึ้นค่าแรง เป็นเวลา 5 ปี
3.   ส่งเสริมการออมให้กับผู้ใช้แรงงาน ระยะเวลา 5 ปี ที่สินค้าไม่ขึ้นราคา พ้น 5 ปีไป      แล้ว ตัวใครตัวมัน
4.    ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการใหม่ ให้เงินเดือนข้าราชชั้นผู้น้อย สูงขึ้นกว่าเดิม 15% -20% โดย ควบคุมราคาสินค้าไว้เช่นกัน
5.    ราคาสินค้าทางการเกษตร ปกติย่อมเป็นไปตามกลไกของกลุ่มนายทุน(กลไกตลาด) นโยบายพรรค ปรับปรุงกลไกตลาด ภายในประเทศ ให้นายทุน ลดกำไร เพื่อ เพิ่มราคาให้เกษตรกร  และถ้ามีอำนาจกล้าแข็ง ปรับปรุงกลไกตลาดภายนอกประเทศด้วย เพื่อสามารถแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศได้
6.    ส่งเสริม การปลูกพืชเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร ชาวสวนยาง และอื่นๆ พร้อมหาตลาดและประกันราคาอย่างเหมาะสม สามารถส่งออกแข่งขันในตลาดโลกได้
7.   ที่ดิน สปก. เป็นที่ดินทำกิน ตามกฎหมาย ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นโฉนด เพราะเป็นที่ดินของรัฐ(ของประชาชนทุกคน พรรคการเมืองไหน อยากให้ที่ดินเป็นโฉนด ก็ให้เอาเงินส่วนตัวไปหาซื้อแล้วแจกเอง) นโยบายของพรรคการเมืองของข้าพเจ้านี้ ยังคงให้ประชาชนเกษตรกร มีที่ทำกิน สปก.แบบเดิม ไปจนตลอดชีวิต
8.  เมื่อครั้งมีประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง ชาวนาน้ำตาตก เพราะขายข้าวไม่ได้เงิน ฟูมฟายร้องทุกข์กล่าวโทษ กระเป๋าแฟบ แล้ว ไอ้ชาวนาที่ออกมาสัมภาษณ์ ว่า ปัจจุบันนี้กระเป๋าแฟบ มันมาจากไหน
9.  นโยบายพรรค ดูแลควบคุม ทุกภาคส่วน ,องค์กรของรัฐ ,หน่วยงานต่างๆ มิให้มีการ คอรัปชั่น โกงกินหรือ หาประโยชน์ โดยอาศัยหน้าที่การงานในตำแหน่งหรืออำนาจตามหน้าที่ โดยแต่งตั้งคณะทำงานสำหรับการตรวจสอบโดยเฉพาะ
10.  พัฒนารัฐวิสาหกิจ รูปแบบต่างๆให้ทันสมัย และให้ได้มาตรฐานสามรถแข่งขันกับต่างประเทศได้
11.  ส่งเสริมการลงทุนทั้งภายในประเทศ นอกประเทศ ส่งเสริมอาชีพต่างๆ ทั้งทางด้านสวัสดิการ ความปลอดภัย และค่าจ้างแรงงาน
12. สอดส่องดูแลประชาชน ทุกระดับชั้น ให้ได้รับ ทรัพยากรของรัฐอย่างเท่าเทียมทั่วถึง
13. ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เต็มศักยภาพ
ที่กล่าวไปทั้งหมดข้างต้น คือนโยบายพรรค(พรรคอะไรดี)ของข้าพเจ้าในการบริหารบ้านเมือง ให้ประชาชนห่างไกลความยากจน ลดความเลื่อมล้ำทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม หลุดพ้นกับดักความยากจน อย่างแน่นอน ใครอยากเป็นสมาชิกพรรค ไม่รู้จะให้สมัครได้ที่ไหนขอรับ

2
ด่วนมาก
เชียงราย ๕๗๐๐๐                                                                                           ที่  ๑ / ๒๕๖๒
                                วันที่      ๑๖     มกราคม          ๒๕๖๒
เรื่อง    ใบขับขี่ดิจิตอล ปัญหาข้อขัดข้อง เสนอแนะ
เรียน  ฯพณฯท่าน.นายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรีคมนาคม , กรมการขนส่งฯ,พนักงานจราจร
                  สืบเนื่องมาจากการที่ กรมการขนส่งจะจัดให้มีการใช้ ใบขับขี่ดิจิตอล ขึ้นมานั้น เป็นการดี ที่จะได้พัฒนารูปแบบใบขับขี่ให้มีความทันสมัย สามารถเก็บข้อมูลต่างๆของผู้ใช้ใบขับขี่ได้  แต่พวกท่านคิดดีกันแล้วหรือว่า มันจะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง พวกท่านคำนึงถึงประชาชนทุกระดับชั้นแล้วหรือยัง คำนึงสภาพเศรษฐกิจของประชาชนในทุกชุมชนแล้วหรือยัง ไม่ใช่อยากจะทำอยากจะอวดความรู้ความสามารถ ทำขึ้นมาโดยไม่ได้คิดพิจารณาอย่างถ่องแท้
                  แต่ถ้าพวกท่าน ทำให้ใบขับขี่ที่มีอยู่ มีประโยชน์สองทาง คือสามารถตรวจได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออื่น และ สามารถตรวจได้โดยใช้เครื่องมือเพื่อดูข้อมูลบนใบขับขี่ปัจจุบันได้ ไม่ดีกว่าหรือ เช่น มีบาร์โค้ดบนใบขับขี่ปัจจุบัน มีแถบ มีชิป หรือแบบ Line มีสิ่งอุปกรณ์ที่สามารถเพิ่มหรือรับหรือดูข้อมูลจากใบขับขี่ปัจจุบันเหล่านั้นได้ เพราะจะทำให้เกิดรายจ่ายเพียงฝ่ายเดียว คือฝ่ายเจ้าพนักงานผู้ตรวจ ทำได้ไหม  มีที่ว่างบนใบขับขี่ปัจจุบัน เยอะแยะ หรือ ตัดเอาข้อความบนใบขับขี่ที่ไม่สำคัญออกก็ได้
                    ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ใช้ทั้งสองระบบ คือใช้ใบขับขี่ปัจจุบันแต่เพิ่มเติม แถบรับข้อมูล สามารถเพิ่มเติมข้อมูลได้ สามารถดูข้อมูลได้ คล้ายบัตรประชาชนนั่นแหละ นี้เป็นข้อเสนอแนะ นะ อย่ากล่าวว่า"ทำได้ ทำไมไม่มาทำเอง" ต้องคำนึงถึงความชำนาญเฉพาะด้านด้วยนะครับ
                 จึงเรียนมาเพื่อได้พิจารณา ไตร่ตรองก่อนจะทำ
                                                                              ขอแสดงความนับถือ
                                                                        จ่าสิบตรี   เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์

3
สัพเพเหระ / ประชาธิปไตย ตอนที่ ๕.
« เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 07:58:05 PM »
ประชาธิปไตย ตอนที่ ๕.
จากตอนที่ ๑ ถึง ตอนที่ ๔ ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของ “ประชาธิปไตย”  อันได้แก่
๑. การมีส่วนร่วมในการบริหารและปกครองประเทศ ของประชาชน
๒. การได้รับการแจกจ่ายแบ่งปันทรัพยากรจากรัฐสู่ประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน
๓. การมีสิทธิ เสรีภาพ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ของประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน
๔. การมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก โดยไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น     ๕.ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ปกครองและบริหารประเทศ โดยการเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปปกครองและบริหารแทน
ประชาธิปไตย ดี หรือ เหมาะสมกับประเทศต่างๆหรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่แน่นอน เพราะ ระบอบการเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับ ลักษณะภูมิประเทศ จำนวนประชากร อาชีพ สภาพจิตใจ ความรู้ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศนั้นๆ บางประเทศ ไม่สามารถที่จะใช้ ระบอบประชาธิปไตยได้ บางประเทศสามารถใช้ได้ ครึ่งๆกลางๆ เป็นแบบผสมผสาน บางประเทศ เป็นระบอบประชาธิปไตย แบบประธานาธิบดีเป็นประมุขมาจากการเลือกตั้ง บางประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปกครองแบบต่างๆบางระบอบไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้ เพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถ่องแท้ เข้าใจไม่ถูกต้อง หรือเข้าใจแบบเข้าข้างฝ่ายตนและพวกพ้อง
เช่นเดียวกันกับ “เผด็จการ” ก็แบ่งแยกออกเป็นหลากหลายรูปแบบ เช่น
“เผด็จการ แบบทรราชย์” คือการปกครอง บริหารประเทศ เพียงคนคนเดียว กดขี่ ข่มเหงประชาชน ไม่สนใจความทุกข์ยากกอบโกย ผลประโยชน์ทุกอย่างจากประชาชน
“เผด็จการ แบบหมู่คณะ” หรือเป็นกลุ่ม ที่ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน มีคนคนเดียวเป็นหัวหน้า อันนี้ยังแบ่งออกได้หลายแบบเช่น “เผด็จการ แบบสังคมนิยม”
“เผด็จการแบบคอมมูน” “เผด็จการแบบ กึ่งประชาธิปไตย”
“หรือเผด็จการแบบสมคบคิด”  อันนี้หมายถึง กลุ่มผู้ที่ได้รับเลือกจากประชาชนมาเป็นตัวแทนในการบริหารและปกครองประเทศ แต่ไม่ได้ทำตามความต้องการของประชาชน เพียงเอาประชาชนขึ้นมาเป็นข้ออ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่แท้จริง กับสมคบคิดในฝ่ายตน ทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตนและพวกพ้อง  เพราะมีเสียงข้างมาก
   นักการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่ผ่านมาในอดีต มักไม่เป็นตัวแทนอย่างแท้จริงของประชาชนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา จัดสรรแบ่งปันทรัพยากรของรัฐอย่างไม่เป็นธรรม  มักจะอ้างความปลอดภัยบ้าง อ้างถึงการได้มาซึ่งการเยียวยาบ้าง แต่แท้จริงแล้ว ไม่ได้รู้ ไม่ได้ถาม ไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถือว่า ประชาชนเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ใช้ “เผด็จการทางรัฐสภา” เพราะมีเสียงข้างมาก โดยไม่ได้คำนึงถึง ฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นว่า “กฎหมายบางอย่าง ประชาชน ไม่สามารถปฏิบัติตามได้” ด้วยกับดักทาง “รายได้ รายจ่าย สภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน และอื่นๆ”
   อันประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ย่อมสรรค์สร้าง ความสามัคคีปรองดอง ในตัวของมันเองอยู่แล้ว หากประชาชนทุกระดับชั้น มีความรู้ความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยพื้นฐาน และสามารถปฏิบัติได้  เมื่อประชาชนทุกระดับชั้น ทุกกลุ่มอาชีพ มีความรู้ มีความเข้าใจ ใน
๑). “การมีสิทธิ เสรีภาพ ทั้งทาง กาย วาจา และใจ ที่เท่าเทียมกัน”
๒). การมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก อันไม่ละเมิด สิทธิ เสรีภาพ ของผู้อื่น” และข้ออื่นๆ  ความสามัคคีปรองดอง ความสมานฉันท์ รวมไปถึง ความเจริญ ทางด้านจิตใจของแต่ละฝ่ายของแต่ละบุคคล ย่อมจะพัฒนาไปในทางดีขึ้น การบริหารปกครองประเทศ ก็ย่อมจะดีตามไปด้วย
เมื่อกล่าวมาถึง ณ.ตรงนี้ อาจมีผู้สงสัยว่า ไปเอาจากตำราหรือแบบเรียนไหนมา
เขียน จึงจำต้องขอเรียนว่า ที่เขียนไปทั้งหมดนี้ ก็เป็นตำราแบบเรียน แบบเรียนหนึ่ง ซึ่งอันตำราแบบเรียนนั้น ย่อมสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความเข้าใจ ให้ข้อคิดพิจารณา เสริมสร้าง สติปัญญา ต่อผู้ได้เล่าเรียนศึกษาในตำราแบบเรียน ซึ่งตำราแบบเรียนทุกชนิด ก็ล้วนนับได้ว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง เพราะต้องหา สมมุติฐาน ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า หาเหตุผล ทดลอง หาข้อสรุปผล สร้างเป็นหลักการ หรือหลักความจริง ที่สามารถพิสูจน์ได้
   ณ.บัดนี้ ใกล้เวลาที่จะมี ประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว   การหาเสียง ของผู้สมัครฯ และพรรคการเมืองย่อมต้องเกิดมีขึ้นและหากผู้สมัครฯหรือพรรคการเมือง มีประชาธิปไตย อยู่ใน หัวใจ อยู่ใน สมองสติปัญญา การเลือกตั้งคงสัมฤทธิ์ผล โดยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และผู้ที่ได้รับเลือก ย่อมต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง นำเอาความต้องการของประชาชนตั้งแต่ระดับรากหญ้า จนถึงระดับนายทุน เข้าสู่กระบวนการบริหารปกครอง ด้วยทรัพยากรต่างๆ และแจกจ่ายแบ่งปันทรัพยากรต่างๆ อย่างเท่าเทียมทั่วถึง ความสงบสุข สามัคคี ปรองดอง ย่อมมีขึ้นอย่างแน่นอน ประเทศไทยจงเจริญยิ่งๆขึ้นไป   สวัสดี
                                                           ............เทวฤทธิ์   ทูลพันธ์..........
                                 ผู้เขียน

4
สัพเพเหระ / ประชาธิปไตย
« เมื่อ: มกราคม 09, 2019, 08:31:53 PM »
ประชาธิปไตย ตอนที่ ๑.
การเมืองเป็นเรื่องของใคร มันน่าจะเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ แต่ประชาชนต้องทำมาหากินจึงเป็นเหตุ ให้มีการเลือกผู้แทนเพื่อเป็นปากเสียงแทนตน
แต่นักการเมืองบางคนบางกลุ่ม เมื่อได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภา กลับทำหน้าที่แทนประชาชนส่วนใหญ่ได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องลงทุนหาเสียงไปหลายเงิน เงินอุดหนุนพรรค มาจากไหน ส่วนใหญ่ก็มาจาก ผู้มีอันจะกิน หรือผู้มีกิจการที่เกี่ยวข้องด้าน เศรษฐกิจ สังคม ดั้งนั้นเมื่อพรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง ก็ต้องทดแทนคุณ เป็นวิสัย ประชาชนส่วนใหญ่ มีหลากหลายอาชีพ ผู้แทนที่พวกเขาเลือกเข้าไปในสภา ที่ดีก็มี แต่มีเสียงน้อย ยกมือทีไรก็แพ้ทุกที ที่มีเสียงข้างมาก ก็สนใจประชาชนน้อย ช่วยอาชีพหนึ่ง อีกอาชีพหนึ่งจนเหมือนเดิม หรือให้อาชีพหนึ่ง อีกอาชีพหนึ่งไม่ได้ เอาง่าย เรียกว่า แจกจ่ายทรัพยากร ให้กับประชาชน ไม่เท่าเทียมกัน ก็แสดงว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตย ประกอบไปด้วยหลายส่วน หลายอย่าง ไม่ใช่อย่างเดียว (จบตอนที่หนึ่ง)
ประชาธิปไตย ตอนที่ ๒
   ในตอนที่ ๑ ข้าพเจ้าได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า ประชาธิปไตยมีส่วนประกอบหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ การที่ประชาชนได้รับแบ่งปันจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน”
   หากจะกล่าวถึง หลักประชาธิปไตย โดยรวมแล้ว ประชาธิปไตย ก็คือ “การที่ประชาชนภายในประเทศ มีความเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านความคิด(ใจ) และการแสดงออก ทั้งทางกาย วาจา”
   การแสดงออกทั้งทางกาย วาจา และใจ ย่อมต้องไม่ละเมิด หรือทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย  วัฒนธรรม ประเพณี ที่ดีงาม ของชุมชน ท้องถิ่น ของประเทศนั้นๆ
   ทำไมรัฐบาล ที่มาจากรัฐประหาร หรือจะเรียกเป็นอย่างอื่น ก็ตามแต่จะใช้ศัพท์ภาษาแตกต่างกันไป จึงจำกัด สิทธิ เสรีภาพ จำกัด ความเท่าเทียมกัน ในบางเรื่อง บางอย่าง นั่นก็เป็นเพราะว่า หากไม่จำกัด สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ก็จะเกิดความวุ่นวายในประเทศ ไม่เป็นอันทำมาหากิน ไม่เป็นอันที่จะทำงานเพื่อฟื้นฟู หรือปกครองประเทศให้เกิด เสถียรภาพ และความเจริญมั่นคงได้ จึงทำให้ รัฐบาลที่มาจากทหารจำต้องจำกัด สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในบางเรื่องบางอย่างเท่านั้น
   บุคคล กลุ่มบุคคล นักวิชาการ อาจารย์ของสถาบัน บางบุคคล บางกลุ่ม บางสถาบัน มักจะออกมาโจมตี ให้สัมภาษณ์ ว่า รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ เป็นเผด็จการบ้าง ไม่มีประชาธิปไตยบ้าง นั่นก็เป็นเพราะ พวกเขาเหล่านั้น เป็นพวกประเภท ความรู้น้อย แต่อวดฉลาด ไม่รู้ว่า ประชาธิปไตย มีส่วนประกอบมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวกภายในประเทศ หรือ พวกต่างประเทศ ก็ตาม
   รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ทหารเหล่าทัพ ก็ใจดี ไม่ดำเนินคดี ฐานหมิ่นประมาท สร้างความเท็จทำให้เกิดความเสียหาย ต่อทหารเหล่าทัพ และรัฐบาล เพราะถ้าดำเนินคดี คงนับเป็นแสนคดีเป็นแน่ รัฐบาล ทหารเหล่าทัพ ก็อะลุ้มอล่วย นำตัวพวกเขาเหล่านั้นไปปรับทัศนะคติ แล้วก็ปล่อยตัวให้เป็นอิสระ เพราะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นหลงผิด 
   ประชาชนโดยทั่วไปที่ไม่รู้ บ้างก็เห็นดีเห็นงามไปกับพวกที่หลงผิดเหล่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับรัฐบาล และทหารเหล่าทัพ โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขัดแย้ง ของเหล่านักการเมือง ซึ่ง การที่มีรัฐบาลจากการรัฐประหาร สาเหตุ ก็มาจากพวกนักการเมือง ที่แย่งชิงผลประโยชน์ ขัดขวางผลประโยชน์ซึ่งกันและกันทั้งนั้น (จบตอนที่ ๒)
ประชาธิปไตย ตอนที่ ๓
ในตอนที่ ๒ ได้กล่าวไปแล้วว่า “ประชาธิปไตย นั้นมีส่วนประกอบหลายๆอย่าง”
ส่วนประกอบเหล่านั้นได้แก่ 
๑.ประชาชนย่อมมีส่วนร่วมในการปกครองและบริหารประเทศ “ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในข้อนี้ ได้เคยอรรถาธิบายไปแล้วว่า “รัฐธรรมนูญ คือแม่บทแห่งกฎหมาย” รัฐธรรมนูญ จะเขียนอย่างไร นักการเมืองที่มีหัวใจเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ย่อมสามารถทำให้ รัฐธรรมนูญ นั้นๆ เป็น ประชาธิปไตย อย่างสมบูรณ์ได้
๒.ประชาชนย่อมได้รับการแจกจ่าย หรือจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ในข้อนี้ “ทรัพยากรของรัฐบาล มีหลากหลายรูปแบบ เช่น กฎหมาย เงินเดือนสวัสดิการ ลักษณะการทำงาน เครื่องอุปโภค บริโภค การป้องกันภัยสาธารณะ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การคมนาคม การเดินทาง ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ราคาสินค้าฯลฯ” สำหรับแต่ละอาชีพที่ควรได้รับการแจกจ่ายจัดสรร
๓.ประชาชนย่อมมีสิทธิ เสรีภาพ ทั้งทางกาย วาจา และใจ โดยเสมอกัน สำหรับข้อนี้เป็นประชาธิปไตยพื้นฐาน ที่พวกผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย มักจะไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงแล้ว มันเป็นหลัก”สิทธิมนุษยชน” แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ถูกกดขี่โดยผู้มีอำนาจเหนือกว่า
๔.ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออก โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ในข้อสี่นี้ ก็ย่อมสัมพันธ์กับข้อที่สาม มีสิทธิเสรีภาพทั้งทางกาย วาจา และใจ ก็ย่อมสามารถแสดงออกได้ โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น “กรณี มีบุคคลที่เป็น ปรปักษ์ กับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ไปยืนชูป้าย นาฬิกาหรู นั่นเป็นการแสดงออกที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นอย่างชัดเจน โทษจะเป็นอย่างไรนั้น แล้วแต่จะมีกฎหมายกำหนด”(ไม่ได้เข้าข้างหรือซูฮกรัฐมนตรีท่านนั้น แต่ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตย)  (จบตอนที่ ๓)
ประชาธิปไตย ตอนที่ ๔.
ในตอนที่ ๓. ได้กล่าวถึง ส่วนประกอบที่สำคัญของหลักประชาธิปไตย ไปแล้ว ๔ ข้อ  ได้แก่
๑.การมีส่วนร่วมในการบริหารและปกครองประเทศ ของประชาชน
๒.การได้รับการแจกจ่ายแบ่งปันทรัพยากรจากรัฐสู่ประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน
๓.การมีสิทธิ เสรีภาพ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ของประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน
๔.การมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก โดยไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น
การมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก โดยไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่นนั้น ย่อมหมายถึง การแสดงออก ที่ไม่ละเมิด สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น ทั้งทาง กาย วาจา และใจ  และไม่เกิดผลกระทบ ต่อ กาย และใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง ของผู้อื่น ย่อมมีความหมายที่กว้างขวาง ดังได้ยกตัวอย่างไปแล้วในตอนที่ ๓ แต่ยังมีการแสดงออกที่ละเมิด ต่อ กาย และใจ ของผู้อื่นอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือ การล้อเลียน ด้วยข้อความ  รูปภาพ หรือคำพูด  อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อใจ หรือ กาย ของผู้อื่น นั่นเป็นความผิดตามหลักประชาธิปไตย  การล้อเลียน ด้วยข้อความ รูปภาพ หรือคำพูด เคยมีตัวอย่างในต่างประเทศมาแล้ว ถึงกับเกิดสงครามย่อย ทำลายชีวิต และทรัพย์สิน ของฝ่ายที่ ล้อเลียน กล่าวคือ ฝ่ายที่ล้อเลียน ไม่รู้จักประชาธิปไตย คิดว่าการกระทำของตน เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่คำนึงถึง สิทธิ เสรีภาพของผู้ถูกล้อเลียน ว่าจะได้รับผลกระทบ ทางจิตใจ หรือทางกาย เช่นไร จนกลายเป็นข่าวใหญ่โด่งดังไปทั่วโลก
   ดังนั้น สถาบัน บางสถาบัน ควรได้มีการควบคุม เพราะในการทำกิจกรรมของนักศึกษา ย่อมต้องมี อาจารย์ที่ปรึกษาอยู่แล้ว อย่าหลงความรู้ของตัวเองว่า ทำอย่างถูกต้อง จงพิจารณาให้ดีว่า “การล้อเลียน” ในหลายๆรูปแบบนั้น เป็นการ “ล้อเลียน”ที่ไปละเมิด หรือไปสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นหรือไป ประการใด อย่าส่งเสริมให้พวก นักศึกษาที่ไม่รู้อะไรมากนักทำตัวอยากเด่น อยากดัง ทำเป็นอวดฉลาด “ล้อเลียน”โดยละเมิด สิทธิ และ เสรีภาพ ของผู้อื่น ที่ได้กล่าวไปข้างต้น เป็น     “การมีสิทธิ เสรีภาพ -
-ในการแสดงออก โดยไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น”         
    ๕. ประชาชน เป็นเจ้าของประเทศ ปกครองและบริหารประเทศโดยการเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปปกครองและบริหารแทน ข้อนี้สำคัญ เพราะการเลือกผู้แทนฯ เข้าไปบริหารและปกครองประเทศแทนนั้น “การเลือกตั้ง” ย่อมเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ในหลักประชาธิปไตย  เป็นการเลือกผู้แทนของประชาชน เข้าไปทำหน้าที่ในการปกครองและบริหารประเทศ โดยประชาชน เป็นผู้เลือก และบริหารปกครองเพื่อประชาชน
   การเลือกตั้งฯจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของหลักประชาธิปไตย ซึ่ง ฯผู้แทนราษฎร ที่ได้รับเลือก ย่อมต้องทำหน้าที่แทนประชาชน ในอันที่จะเสริมสร้างหลักประชาธิปไตย หรือส่วนประกอบของประชาธิปไตย ทั้ง ๔ ข้อที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น อย่างดีที่สุด
   พรรคการเมืองของประเทศไทย มีมาก เพราะต่างคนต่างไม่อยากเป็นเบี้ยล่างให้ใคร อยากเป็นอิสระ ไม่อยากอยู่ใต้อำนาจนโยบายพรรคที่ตนเองไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่าง อีกทั้งพรรคการเมือง รวมถึงผู้สมัคร ต่างต้องควักกระเป๋าตนเอง ลงทุน สมัคร หาเสียง การบริจาคเงินของประชาชนให้พรรคการเมืองที่ตนชอบหรือเห็นด้วยกับนโยบาย ยังมีน้อย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มนายทุน องค์กร บริษัทห้างร้านที่เกี่ยวข้องกับ ระบบเศรษฐกิจ หรืออื่นๆ ให้เงินทุนสนับสนุน หรือสนับสนุนด้านอื่นๆต่อ พรรคการเมืองที่ตนคาดว่า จะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุด หรือ ในรูปแบบอื่น ซึ่งในที่นี้ไม่ควรเขียน เพราะอาจจะทำให้ พรรคการเมือง หรือผู้สมัครฯบางคน บางกลุ่ม เสื่อมเสีย
   ในอนาคต หากพรรคการเมืองไทย สามารถดึงหรือโน้มน้าวให้ประชาชนมาเป็นสมาชิกพรรค และสามารถเก็บเงินอุดหนุนพรรคการเมือง จากประชาชนที่เป็นสมาชิก หรือเป็นแนวร่วม เอาแค่ครั้งละ ๒๐ (ยี่สิบบาท)ต่อคน ต่อการเลือกตั้ง พรรคการเมืองไทย ก็คงจะแข็งแรง สามารถเป็นตัวแทนของประชาชน บริหารและปกครองประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นอันดับแรก (จบตอนที่ ๔)
ประชาธิปไตย ตอนที่ ๕.

5
สัพเพเหระ / วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2018, 07:47:25 PM »
วันรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑
   บทความนี้ เขียนขึ้นเนื่องในวัน รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ เป็นบทความสำหรับเพิ่มพูน ความรู้ ความเข้าใจ หรือทำให้เกิดความเข้าใจ สำหรับประชาชนทั่วไป หลากหลายอาชีพ รวมไปถึงบรรดา นักวิชาการ ครู อาจารย์ บางคน บางกลุ่ม บางสถาบัน และ เหล่าบรรดานักการเมือง หรือ พรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
   บทความนี้ ไม่มุ่งเน้นที่จะ โต้แย้ง ถกเถียง หรือ กล่าวโทษผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มุ่งเน้น ให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจใน รัฐธรรมนูญ ของประเทศไทย ดังนั้นเมื่อท่านทั้งหลายได้อ่านแล้ว ควรได้คิดพิจารณา ให้เกิดความเห็น ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อมิให้เกิดปัญหา เกิดการใส่ร้าย หรือกล่าวโทษ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หรือเอารัฐธรรมนูญ มาเป็นข้ออ้าง มาเป็นข้อขัดแย้งทางการเมืองโดยความไม่รู้ หรือ รู้เพียงผิวเผินแต่คิดว่าประชาชนไม่รู้  และเพื่อให้เกิด ความปรองดองจะได้ไม่ต้องไปกล่าวโทษ คณะผู้เขียนรัฐธรรมนูญ หรือผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ทั้งหมู่ทั้งมวล
   ท่านทั้งหลายที่เคยได้เรียนรู้เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ คงมีความรู้ ความเข้าใจในบางส่วนแล้วว่า “รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ” แต่ท่านทั้งหลายต้องทำความเข้าใจต่อไปว่า “รัฐธรรมนูญ เป็น แม่บทของกฎหมายในการปกครองประเทศ” อันนี้ท่านทั้งหลายคงต้องทำความเข้าใจเอาเองว่า คำว่า “แม่บทของกฎหมาย” หมายถึงอะไร เป็นอย่างไร
   ดังนั้น  รัฐธรรมนูญ จะเขียนเอาไว้อย่างไร ก็ล้วนเป็นแม่บทของกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะต้องไปกล่าวอ้าง หรือเอามาเป็นข้ออ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนั้น ฉบับนี้ เป็น ประชาธิปไตย หรือ เป็นเผด็จการ เพราะ รัฐธรรมนูญ จะเขียนไว้อย่างไร ท่านทั้งหลายที่เป็นนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ย่อมสามารถปฏิบัติตามได้ นับตั้งแต่การแบ่งเขตเลือกตั้ง การเลือก สว. ซึ่งถ้าหากนักการเมือง หรือพรรคการเมือง หรือบุคคลใดใด เป็นนักการเมือง เป็นนักบริหารที่มีประสิทธิภาพ เว้นแต่พวกเขาเหล่านั้น ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถไม่มาก จึงมองเห็นเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องขัดผลประโยชน์ อีกทั้งพรรคการเมือง หรือนักการเมือง ย่อมสามารถ ที่จะสร้างนโยบาย หรือมีนโยบาย ที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และสามารถ ทำให้มันเกิดความเป็นประชาธิปไตยได้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับสมองสติปัญญาของแต่ละพรรคการเมือง หรือของแต่ละบุคคล
   โครงการหรือนโยบาย หรือยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใดใดที่มีอยู่ พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ย่อมสามารถสานต่อยึดเอาเป็นนโยบายของรัฐบาลสืบต่อไปได้ และหากพรรคการเมืองมีแนวคิด มีนโยบายที่ไม่เอื้อประโยชน์หรือเพี่อหวังผลประโยชน์ให้ฝ่ายตนและพวกพ้อง ก็ย่อมสามารถสร้างนโยบายใหม่ขึ้นมาได้โดยไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเพียง “แม่บทของกฎหมายในการปกครองประเทศ”
   เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ นี้ ข้าพเจ้าคิดว่า เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ได้คิดพิจารณา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ หรือฉบับไหนๆ ก็ย่อมจะคงอยู่ยั่งยืน ไปตลอด เพราะรัฐธรรมนูญของไทย เปลี่ยนหรือถูกยกเลิกมามากมายหลายฉบับ นั่นก็เป็นเพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ของเหล่าบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ 
   ขอความสงบสุข สามัคคีปรองดองจงเกิดมีในประเทศไทย อย่าได้มีการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะความโลภ ความหลง ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันหวังเพียงผลประโยชน์ของฝ่ายตนเอง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเอา รัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้าง กันอีกเลย  สวัสดี
                                                               เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์     (ผู้เขียน)
   

หน้า: [1]

 

 

 

สมัครสมาชิกไม่ผ่าน หรือ แจ้งปัญหาการใช้งาน หรือ ติดต่อผู้ดูแลเว็บ หรือ สนใจลงโฆษณา โทร ๐๘๖๒๒๒๐๐๕๕

อีเบย์ อุดรธานี power bank กระบอกน้ำ Inverter mitsubishi บริษัท รับทําเว็บไซต์ ของพรีเมี่ยม แฟลชไดร์ฟ plc mitsubishi ปากกา servo motor ราคา