หลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร วัดเทพสิงหาร อ.นายูง จ.อุดรธานี (อ่าน 4582 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ด้านหลัง



๑๐๙ ปี



ภปร เนื้อเงิน



ธนาคารกรุงเทพเนื้อเงิน ชุดทองคำ



พระเชียงแสน หลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร ออกวัดช้างเผือก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย







เหรียญหลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร รุ่นทูลเกล้า ปี2520




 :D :D :D



เหรียญหลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร รุ่นทูลเกล้า ปี2520



งดงาม

มาเข้ายากแท้เว็ปใหม่  :)



 ;) ;) :)โชว์











โชว์ :D :D :D






 :) :)โชว์ ;) ;) :D






 :) :) :) :D โชว์จ้าาาา  ;) ;) ;) ;)






ประวัติและอภินิหาร ของหลวงปู่เครื่อง ธมฺมจาโร

ถ้าจะกล่าวถึงประวัติและอภินิหารของหลวงปู่เครื่อง ธมฺมจาโร วัดเทพสิงหารแล้ว มีเรื่องเล่ามากมาย แต่ขอเสนอประวัติและอภินิหารบางอย่างเท่านั้น
เพื่อเผยแพร่กิตติคุณในฐานะพระอริยสงฆ์รูปหนึ่งที่มีอายุยืนนานถึง ๖ แผ่นดิน นับแต่รัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลปัจจุบัน และมีประชาชนทั้งประเทศเลื่อมใสศรัทธามหาศาล

รู้จักวัดเทพสิงหารก่อน

วัดเทพสิงหาร ตำบลนายูง อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ ๘๒ กิโลเมตร ถ้าตั้งต้นจากอุดรฯ จะผ่านอำเภอบ้านผือ พระพุทธบาทบัวบก บ้านสามเหลี่ยม ตรงบ้านสามเหลี่ยมเป็นทางสามแยก ทางขวามือมีป้ายบอกไปวัดเทพสิงหาร ระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร

 วัดเทพสิงหารตั้งอยู่บนเนินสูง บริเวณวัดมีเนื้อที่ ๖ ไร่เศษ ภายในวัดปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผลเป็นระเบียบและดูร่มครึ้ม เงียบสงบ สบายใจ มีบ้านไม่กี่หลังคาเรือน ตั้งอยู่รอบๆ บริเวณวัด พื้นที่บ้านนายูงสูงบ้างต่ำบ้าง สลับกันเป็นคลื่น บางแห่งเป็นแอ่ง มีเนื้อที่ไม่เกิน ๑๐ ไร่ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งปลูกข้าว มองไกลไปอีกหน่อยจะเห็นป่าสูงโปร่งเป็นหย่อมๆ และดอยเล็กๆ ติดภูซาง

ดินแดนโมกขธรรม บ้านนายูง ดินแดนลึกลับอัศจรรย์แห่งนี้มีดีอะไร? พระอริยสงฆ์นับจำนวนไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝันมุ่งหน้าธุดงค์ไปเพื่อแสวงหาความวิมุติหลุดพ้น ณ บ้านนายูง ดุจแดนนี้เป็นคลังอรหันต์หรือแดนโมกขธรรม ส่วนวัดเทพสิงหารนั้น เป็นศูนย์รวมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ และพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายรูป ต่างพากันไปปฏิบัติธรรมที่นั่น!!

ถือกำเนิด

 หลวงปู่เครื่องเกิดที่บ้านนายูง เมื่อวันเสาร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๐  ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๔ เสด็จสวรรคต  เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ โยมบิดาเป็นกำนัน มีศักดิ์เป็นหลวงศักดาธรรมเรือง โยมมารดาชื่อนางพันธ์ ธรรมเรือง มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๘ คน หลวงปู่เป็นบุตรคนที่ ๖

 หลวงปู่มีร่างกายสูงใหญ่ บึกบึน กล้าหาญ สัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่น เสือ ช้าง หมี ท่านเคยผจญและปราบราบคาบมาแล้ว สมัย ๑๐๐ ปีก่อนโน้น บ้านนายูงเป็นป่าดงดิบ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด มีช้างป่าเป็นโขลงๆ กวาง เก้ง เข้ามาหากินในหมู่บ้าน แม้เสือยังแอบกินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านบ่อยๆ

 การศึกษาขั้นต้น

 วัยเด็กหลวงปู่เรียนหนังสือมูลเดิม ซึ่งเป็นวิชาพื้นเมืองของชาวอีสานกับพระอาจารย์มีที่บ้านนายูงนั่นเอง วิชามูลเดิมนี้ ผู้ใดสามารถเรียนจบหลักสูตร ถือว่าผู้นั้นเรียนเก่ง หาตัวจับยากทีเดียว หลวงปู่เรียนจบหลักสูตรอย่างรวดเร็วเกินที่จะคาดคิด



บรรพชา-อุปสมบท

 หลวงปู่เครื่องบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๒ ปี จนอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ (พ.ศ. ๒๔๓๐) โยมบิดาโยมมารดาจึงได้จัดการบวชให้ตามประเพณี บวชได้ ๑ พรรษา ก็ลาสิกขา หันมาประกอบอาชีพค้าของป่า เช่น ยาง หนังสัตว์ ไม้ เป็นต้น ช่วงนี้หลวงปู่ได้แต่งงานและมีบุตร ๑ คน รวมใช้ชีวิตฆราวาสระยะหลัง ๘ ปี ระหว่างนี้หลวงปู่หาโอกาสเดินทางท่องเที่ยวหลายแห่งจนข้ามโขง ถึงเวียงจันทน์ ขณะท่องเที่ยวนำของป่าไปขายด้วย

 จากการตระเวนท่องเที่ยวจนช่ำชองซ้ำซากนี่เอง ก็เกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาส เห็นว่ามีแต่ความทุกข์ สู้รสพระธรรมอันเป็นความสงบสันติไม่ได้ จึงตัดสินใจออกบวชเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ อายุ ๒๙ ปีพ.ศ. ๒๔๓๙ โดยตั้งสัตยาธิษฐานว่า ไม่ขอลาสิกขา จะยอมตายคาผ้ากาสาวพัสตร์ และขอให้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน

การบวชครั้งนี้ บวชที่วัดศรีษะเกษ แขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว มีพระครูแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์ (พระครูแก้วสมัยดำรงเพศฆราวาส เป็นพระสหายกับเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว) มีพระอาจารย์เถิงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ดำ เป็นอนุสาวนาจารย์




หลวงปู่จำพรรษาที่วัดศรีษะเกษ ๓ พรรษา ระหว่างจำพรรษาอยู่นี้ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติด้วย จนพระครูแก้วหมดความรู้ที่จะสอน หลวงปู่จึงกราบลาพระครูแก้ว เสาะแสวงหาพระอาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถต่อไป โดยเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ยึดป่าถ้ำเป็นที่บำเพ็ญความเพียร จนกว่าจะพบพระอาจารย์ที่เก่งกล้าและเชี่ยวชาญไสยเวท รวมทั้งสมถวิปัสสนากรรมฐาน

 สมัยนั้นเมืองไทยมีพระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งมีกิตติศัพท์โด่งดังมาก ชื่อเสียงลือกระฉ่อนทั่วทั้งประเทศไทยและลาว สามารถแสดงปาฏิหาริย์เสกคนให้เป็นจระเข้ เสกช้างให้เหลือเท่าแมลงวัน เนรมิตวัตถุในอากาศได้ ฯลฯ แม้แต่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ ยังมอบกายถวายตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์รูปนี้คือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท หลวงปู่ทราบข่าวจึงตั้งใจแรงกล้าที่จะขอมอบตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาอาคมและฝึกสมถวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่ศุขผู้เป็นหนึ่งในยุคนั้น

เป็นศิษย์หลวงปู่ศุขถึง ๙ ปี

ตั้งแต่อ่านประวัติหลวงปู่เครื่องมา ยังไม่พบว่าหลวงปู่ศุขเป็นอาจารย์ของหลวงปู่เครื่อง นอกจากสมเด็จลุน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะไม่มีผู้ใดถามถึงครูบาอาจารย์ของท่านนั่นเองว่ามีใครบ้าง

เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๑ เวลา ๒๑.๓๐ น. ผู้เขียนได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่ที่วัดเทพสิงหาร พร้อมเพื่อนอีก ๓ คน โดยพักนอนที่บ้าน คุณสุรชาติ ชำนาญศิลป์ ส.ส. อุดรธานี ซึ่งสมัยนั้นดำรงตำแหน่งกำนันตำบลนายูง ได้สนทนากับหลวงปู่หลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องธรรมะ ตอนหนึ่ง ผู้เขียนได้ถามถึงเพื่อนสหธรรมิกของท่านเช่น หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน หลวงปู่คำมี หลวงพ่อกบ ว่ารู้จักกันหรือไม่ หลวงปูกล่าวว่า รู้จักและเคยธุดงค์ร่วมกัน จากนั้นก็ถามว่า ท่านเคยธุดงค์พบหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าบ้างหรือไม่

 หลวงปู่ตอบว่า “ไม่เคยพบขณะธุดงค์ แต่ไปเรียนวิชาอาคมกับท่านเป็นเวลาถึง ๙ ปี”

ผู้เขียนจึงย้อนถาม  “กี่ปีนะ หลวงปู่”

หลวงปู่ตอบย้ำชัดเจนว่า “๙ ปี”

ผู้เขียนจึงถือโอกาสถามต่อไปว่า “ที่เล่าลือกันว่า หลวงปู่ศุขเสกคนเป็นจระเข้ เสกหัวปลีเป็นกระต่าย เสกใบมะขามเป็นต่อเป็นแตน หลวงปู่เคยเห็นกับตาสักครั้งไหม”

ได้รับคำตอบว่า “เคยเห็น ท่านเก่งจริงๆ “

แล้วหลวงปู่ก็เล่าถึงการเดินทางจากฝั่งโขงแห่งราชอาณาจักลาวสู่ประเทศไทยด้วยการเดินธุดงค์ด้วยเท้า

 ระหว่างทาง ท่านพบสถานที่อันสงบบนภูเขาลูกหนึ่ง จึงแวะพักบำเพ็ญภาวนาก่อนเดินทางต่อ เขาลูกนั้นมีถ้ำใหญ่ถ้ำหนึ่ง ซึ่งมีงูเหลือมใหญ่และเสือนอนขวางปากถ้ำอยู่ ภายในถ้ำค้างคาวบินขวักไขว่ บางตัวเกาะผนังถ้ำห้อยหัวลงน่ากลัวเหมือนกัน หลวงปู่จึงพูดกับงูเหลือมและเสือว่า  “ขอพักด้วยคนนะ เรามาปฏิบัติธรรม ไม่เบียดเบียนใคร” งูเหลือมและเสือก็หลีกทางหนีไป
เดินทางจนถึงวัดปากคลองมะขามเฒ่าจึงมอบตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข



หลวงปู่ศุข เกสโร

หลวงปู่ศุข นามเดิมท่านชื่อ ศุข นามสกุล เกษเวช ต่อมาลูกหลานได้ใช้นามสกุลว่า เกษเวชสุริยา ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ ปีวอก พ.ศ.๒๓๙๐ ที่บ้านมะขามเฒ่า ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีบิดาชื่อนายน่วม มารดาชื่อนาง ทองดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ ที่ ตำบลมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีพี่น้องรวม ๙ คนคือ ๑.หลวงปู่ศุข ๒.นางอ่ำ ๓.นายรุ่ง ๔.นายไข่ ๕.นาง สิน ๖.นายมี ๗.นางขำ ๘.นายพลอย ๙.หลวงพ่อปลื้ม

หลวงปู่ศุขท่านไปอยู่กับลุงแฟง ที่ตำบลบางเขน จังหวัดพระนคร มีอาชีพทำสวนเมื่อเจริญเติบโตเป็นหนุ่มได้มีภรรยา ชื่อสมบุญ และมีบุตร ๑ คนชื่อนายสอน เกสเวชสุริยา เมื่ออายุประมาณ ๒๕ ปีหลวงปู่ศุขได้อุปสมบทที่วัดบางเขน(หรือปัจจุบันชื่อว่า วัดโพธิ์ทองล่าง จังหวัดนนทบุรี) โดยมีพระครู เชย จนฺทสิริ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระถมยา เป็นพระคู่สวด

เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและพระกํมมัฏ ฐานอยู่กับพระอุปัชฌาย์ ต่อมาท่านได้กราบลาพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสามง่าม ปทุมวัน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม และย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงครามบางลำพู ณ ที่นี่ท่านได้พบกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานจังหวัดพิจิตร ได้ศึกษาวิชาต่างๆ ร่วมกันท่านทั้งสองจึงมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ

หลวงปู่ศุขก็ได้ออกธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรทั่วทุกภูมิภาค เพื่อเจริญจิตภาวนาและแสวงหาครูอาจารย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าตามสถานที่ต่างๆ มากมาย ทำให้หลวงปู่ศุขมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศเรื่องวิชาอาคมเข้ม ขลัง

เมื่อท่านเดินธุดงค์ไปภาคเหนือก็แวะเยื่ยมโยมพ่อโยมแม่ที่ ตำบลมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยไปพักที่วัดร้างแห่งหนึ่งชื่อ “วัดอู่ทอง” โยมแม่ของท่านนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาที่วัดร้างแห่งนั้น เมื่อท่านอยู่ที่วัดร้างก็ได้พัฒนาวัดร้างให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเรียกตามหมู่บ้านว่า “ วัดปากคลองมะขามเฒ่า” จนถึงทุกวันนี้

หลวงปู่ศุข มรณภาพเมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๖๖ ( เดือนอ้าย ปีกุน) อายุ ๗๖ ปี





 

สมัครสมาชิกไม่ผ่าน หรือ แจ้งปัญหาการใช้งาน หรือ ติดต่อผู้ดูแลเว็บ หรือ สนใจลงโฆษณา โทร ๐๘๖๒๒๒๐๐๕๕

อีเบย์ อุดรธานี ส่งด่วน รับนำเข้าสินค้าจากจีน power bank กระบอกน้ำ ของพรีเมี่ยม แฟลชไดร์ฟ plc mitsubishi ปากกา taobao เฟอร์นิเจอร์ servo motor ราคา